วันศุกร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2555

นิเวศบริการ ต้นทุนทางธรรมชาติ InVEST และ WWF


นิเวศบริการ ต้นทุนทางธรรมชาติ InVEST และ WWF

         ระบบนิเวศ เป็นหน่วยพื้นฐานของธรรมชาติ ที่รวมเอาสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ ภายใต้ขอบเขตเอาไว้ด้วยกัน มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบที่มีชีวิตกับไม่มีชีวิต มีการไหลถ่ายเทของพลังงาน ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม เกิดเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ในรูปแบบต่างๆ ที่เรียกได้ว่าเป็น งานบริการของระบบนิเวศ หรือนิเวศบริการ

          อย่างไรก็ดีระดับความรู้ของเราต่อปริมาณและมูลค่าของนิเวศบริการ ยังอยู่ในระดับที่ไม่สะท้อนถึงต้นทุนความเป็นจริงที่มีอยู่ และเมื่อใดก็ตามที่จำเป็นต้องสูญเสียมันไป เพื่อแลกกับการพัฒนาให้ชีวิตความเป็นอยู่ของเราดีขึ้น อัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้จึงลำเอียงค่อนไปทางเศรษฐกิจ ณ ปัจจุบัน ที่ไม่เป็นธรรม ยิ่งไปกว่านั้นเราไม่มี “ผู้เสียหาย” จากอัตราแลกเปลี่ยนที่ไม่เป็นธรรมนี้ เนื่องจากผู้ที่เดือดร้อนจริงๆจะเป็นคนรุ่นต่อๆไปที่เรายืมทรัพยากรเขามาใช้ นี่แหละคือเหตุที่ต้อง “รู้” ให้ได้ว่า ต้นทุนทางธรรมชาติที่แท้จริงเป็นอย่างไร และคุ้มกันหรือไม่ กับสิ่งที่เราเรียกว่า “การพัฒนาเพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ของเราและของลูกหลาน”

           เรามักคุ้นเคยกับเศรษศาสตร์ของผืนป่าที่ถูกตัดไปทำเขื่อน ว่ามีค่าเท่ากับต้นไม้ สามร้อยต้น คิดเป็นหนึ่งพันลูกบาศก์เมตร รวมเป็น เงินสามหมื่นบาท เมื่อเทียบกับน้ำที่ได้เพิ่มมาใช้ในหน้าแล้งอีก หนึ่งร้อยล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งทำให้ทำนาปรังได้อีกแสนไร่ ที่จะได้ข้าวเป็นสิบล้านถัง คิดเป็นเงินพันล้านบาท จึงไม่เป็นที่น่าสงสัยเลยว่าเราจะต้องสร้างเขื่อน ตอนที่คิดจะสร้างเขื่อน เราจะใช้วิธีคิดแบบนี้ ไม่สนใจว่า เก้งจะหายไปพันตัว วัวแดงสี่สิบ กระทิงสองร้อย เสือสาม แมลงสี่ร้อยชนิด ความร่มเงาอีกแปดกะผีก แล้วอะไรอีกนะ..... นึกไม่ออก ชั่งมันเถอะ ไม่มี“ผู้เสียหาย” แล้วถ้าสิบปีข้างหน้า เราก็จะได้มูลค่าสะสมของข้าวเป็นหมื่นล้าน ขณะที่ราคาสัตว์ป่ากับต้นไม้ก็เท่าเดิม

      แล้วทำไมเราไม่สร้างเขื่อน อีกพันเขื่อนละ เราจะได้มี น้ำหนึ่งแสนล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งทำให้ทำนาปรังได้อีก ร้อยล้านไร่ ที่จะได้ข้าวเป็นหมื่นล้านถัง คิดเป็นเงินแสนล้านบาทต่อปี ประเทศไทยก็จะเป็นมหาอำนาจที่ไม่มีใครคัดคานได้

            เรามาลองจินตนาการกันว่า ทุกที่ทุกทางที่เรามีแต่เขื่อน มันจะสร้างความชุ่มชื้นตลอดทั้งประเทศเหมือนการมีฝายชะลอน้ำหรือเปล่า เรามีฝายเพื่อจะให้ความชื้น ให้ป่าไม่แห้งผาก ให้ฝน แล้วให้มีน้ำกลับมาเติมเต็มฝายอีกครั้ง มันเป็นวงรอบ นี่แหละระบบนิเวศ การขาดหรือเกินพอดีของสิ่งใดสิ่งหนึ่งย่อมส่งผลให้ขาดหรือเกินพอดีของอีกสิ่งหนึ่ง การมีเขื่อนอยู่ทุกที่ทุกทางก็เช่นกัน ทำให้ขาดต้นไม้ ไม่มีที่อยู่ให้นกหนูแมลง ไม่มีเครื่องจักรผสมเกษร ไม่มีการย่อยสลาย ไม่มีการเกิดใหม่ ขาดการยึดเกาะผิวดิน ความชื้นในดินอาจสูงในช่วงที่มีน้ำในเขื่อน ความชื้นระเหยในอากาศอาจจะต่ำลง มวลละอองฝุ่นในอากาศมากขึ้น ส่งผลไปหากระบวนการก่อเมฆฝน แล้วก็ ไม่มีน้ำ เขื่อนก็จะกลายเป็นตุ่มแห้งๆ รอวันแตกร้าวตามอายุขัย หรือในทางตรงข้ามกัน เมื่อฝนตกก็มีน้ำเต็มไปหมด แต่ต้องใช้สารเคมีจำนวนมากเพื่อฆ่าแมลงที่มีอยู่เพียงสองสามชนิดเนื่องจากไม่มีวัฏจักรที่ควบคุมซึ่งกันและกันเหลืออยู่ ดินรอบข้างทั่วไปถล่มทลาย ต้องปลูกหญ้าแฝก ขาดปุ๋ย ต้องใช้เฮลิคอปเตอร์เอาปุ๋ยมาโปรยให้ทั่ว ต้องเปิดแอร์คอนดิชั่น ต้องเอาผ้าปิดจมูกตอนออกนอกเคหะสถาน ต้อง.........

           นี้แหละคือกระบวนการไหลถ่ายเทของสารอาหารและพลังงานในระบบนิเวศ ซึ่งยังมีข้อมูลและเทคโนโลยีที่ไม่เพียงพอ ที่จะถ่ายทอดออกไปสู่ประชาชน รัฐบาล และกลุ่มการลงทุน ภาพที่ไม่ชัดเจน ว่าเราจะสูญเสียการไหลถ่ายเทพลังงานอะไรบ้างในระบบนิเวศ ทำให้เกิดการไม่ยอมรับ และตัดสินใจลงทุนด้วยตัวเลขต้นทุนเพียงเสี้ยวเดียว ที่ไม่สะท้อนถึงต้นทุนทางธรรมชาติทั้งหมด
              จึงเริ่มมีกระบวนการพูดคุยและวิเคราะห์ต้นทุนทางธรรมชาติที่แท้จริง ในกลุ่มผู้มีหน้าที่รักษาดูแลทรัพยากรธรรมชาติ บุคคลากรในระบบการศึกษา องกรเอกชนที่ทำงานด้านการอนุรักษ์ และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาว่า เรามีระบบนิเวศอะไรบ้าง แต่ละนิเวศ “ให้” การบริการอะไรออกมาบ้าง จนกระทั่งถึงการประเมินมูลค่างานบริการเหล่านั้นออกมา แล้วจึงวิเคราะห์ว่า หากมีการเปลี่ยนแปลงหรือการพัฒนาใดๆเกิดขึ้น จะทำให้มูลค่าเหล่านั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เมื่อไหร่ และเท่าไหร่ เราอาจจะเรียกได้ว่าเป็นการนำเสนอ ’ฉากจำลอง’ ของการเปลี่ยนแปลง

              ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ สามารถใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์คำนวณ โดยอ้างอิงถึงองค์ความรู้ในระบบการศึกษา ร่วมกันกับองค์ความรู้ในระดับพื้นที่ เพื่อสร้าง ’ฉากจำลอง’ ด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) ให้สามารถถ่ายทอด การเปลี่ยนแปลงของกระบวนการไหลถ่ายเทของสารอาหารและพลังงานในระบบนิเวศ เพื่อให้สะท้อนถึงต้นทุนทางธรรมชาติทั้งหมด

          หนึ่งในโปรแกรมคอมพิวเตอร์เหล่านั้น คือ Integrated Valuation of Ecosystem Services and Tradeoffs หรือเรียกโดยย่อว่า InVEST ที่ถูกพัฒนาโดยกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) ร่วมกันกับเครือข่าย และในปีนี้ กองทุนสัตว์ป่าโลกสากล สำนักงานประเทศไทย มีโครงการที่จะผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อน เพื่อศึกษาต้นทุนทางธรรมชาติ โดยใช้ InVEST ทั้งนี้ได้เริ่มจากการจัดประชุมสร้างความเข้าใจเบื้องต้นและจัดฝึกอบรมการใช้ InVEST ไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา (มีแผนจะจัดเวทีพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้อีกครั้งหนึ่ง ในอีกหนึ่งหรือสองเดือนข้างหน้า) ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการสร้างเครือข่ายการทำงานร่วมกันกับกรมทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมผ่านทางสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาค โดยให้มหาวิทยาลัยนเรศวรเป็นศูนย์กลางของเทคโนโลยี และข้อมูล





เผ่าพันธุ์สัตว์ป่าที่แม่วงก์         

           “นี้เป็นเสือตัวที่แปด ที่เราได้ภาพมาจากการตั้งกล้องดักถ่าย ร่วมกับอุทยานฯ แต่ต้องตรวจเทียบลายตามลำตัว กับฐานข้อมูลจากเขานางรำอีกครั้ง ถึงจะทราบว่าเป็นเสือที่อพยพมาจากห้วยขาแข้งหรืเปล่า” อุทัย เจ้าหน้าที่สารสนเทศภูมิศาสตร์แห่งกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล สำนักงานประเทศไทย บอกเล่าอย่างตื่นเต้น ถึงการเจือเสือตัวที่แปด (ดีนะที่มีแค่แปด ถ้ามีสิบเอ็ดตัว คงไม่ต้องทำอะไรกันละ เมากลิ้ง – นอกรอบ คำอุทานส่วนตัว ผู้เขียน) ในเขตอุทยานแห่งชาติแม่วงก์

            การตรวจพบ ว่าเสือจากห้วยขาแข้ง เดินทางขยายถิ่นฐานหากิน จากที่ราบแนวป่าสมบูรณ์ ไปสู่ผืนป่าแม่วงก์ แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของประเทศไทยในการดูแลรักษาทรัพยากรผ่านรูปแบบของพื้นที่อนุรักษ์ ความสำเร็จต่อพันธะสัญญาที่ให้ไว้แก่ประชาคมโลก ว่าจะปกป้องและเพิ่มประชากรเสือที่เป็นดัชนีชี้วัดความก้าวตามเราทัน สุดยอดประเทศไทย

             แล้วเขื่อนแม่วงก์ที่รัฐไทยกำลังสร้างเงื่อนไขให้เป็นเครื่องมือบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้งเล่า ก่อให้เกิดอะไร โถมทุบทำลายความพยายามของประเทศที่สร้างกันมาเป็นเวลานับทศวรรษ คงไม่กระไรหร็อก หากเขื่อนนี้สามารถบรรเทาอะไรต่างๆตามที่รัฐเอ่ยอ้าง แต่จะจริงหรือ นักวิชาการยังถกเถียง โปรดอย่ามองว่านักวิชาการกำลังถกเถียงแทนอัตตาของตัวเอง ในเมื่อลูกหลานของเราที่เป็นเจ้าของทรัพยากโดยชอบธรรม ยังไม่อาจลุกขึ้นมาเรียกร้องให้ตรวจสอบ “ความคุ้มทุน” เหล่านักวิชาการนี่แหละคือกระบอกเสียง มิใช่ล้มล้าง แต่โปรดเถอะ ตรวจสอบให้ชัดเจนก่อนได้ใหม

            อุทัย เดชยศดี หัวซุกซุน มองหาสต็อคของงานที่สะสมมานับสิบปี ในฐานะนักวิชาการ อะไรเล่า ที่จะนำมาบอกกล่าวกับปวงชน ให้ตระหนักถึงภัยคุกคามที่เกิดจากเขื่อนแม่วงก์ในครั้งนี้ มันไม่เป็นที่กังขาเลยสำหรับเขา ว่าเขื่อนเป็นมหันตภัยอย่างไรเนื่องจากการทำงานเชิงลึกในพื้นที่ร่วมกันกับอุทยานนานนับปี แต่ทำไมเล่า รัฐและชาวบ้านบางส่วน จึงไม่เข้าใจ “ผมใช้โปรแกรม InVEST คำนวณดู ได้ผลว่าปริมาณน้ำทั้งระบบ (water yield) จะขาดลดลงไปกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน” แล้วไงเล่า อุทัย มันเป็นอย่างไรต่อ

             เกินกว่าเด็กหนุ่มลูกหนึ่ง จะลุกขึ้นมาด้วยลำพัง รัฐเอย ช่วยเขาเถอะ เขาเป็นหนึ่งในผลผลิตที่ รัฐตั้งใจสร้างมาเพื่อการนี้มิใช่หรือ  
สามสิบเปอร์เซ็นต์ของแหล่งใจกลางที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า เก้งกวางหมีเสือถูกบีบรุกทำลาย ดินหายนิเวศสึกเสียวงจร น้ำเอยที่ว่ามี ยังมิทราบว่าจริงใหม ทับเสลาที่ถัดไปยังถกเถียง จะสร้างตอกซัดซ้ำก็ไม่ว่า ขอแต่เพียง ศึกษาให้รู้ทราบชัดถ้อยตอบคำ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น